<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมยูไนเต็ดจัดให้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นประจำทุกปีเมื่อเริ่มเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ผนวกกับมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งสาธารณะก็ได้หามาตรการออกมาเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการเดินทาง โดย &amp;quot;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ&amp;quot; รมว.คมนาคม ได้มอบนโยบายในการลดค่าครองชีพประชาชน และเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยได้มอบนโยบายให้กับหัวหน้าหน่วยว่าในการลดค่าครองชีพให้ประชาชน หรือการให้ของขวัญปีใหม่ จะต้องไม่มีเงื่อนไขของการให้ว่าต้องลดค่าโดยสารในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เมื่อให้เป็นของขวัญแล้ว ประชาชนต้องได้รับเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 27 ธ.ค.2562 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 3 ม.ค.2563 โดยเส้นทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยประเมินว่าเทศกาลปีใหม่ที่มีวัดหยุดติดต่อกันหลายวัน คาดว่าประชาชนจะเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ประมาณ 5.84 ล้านคน โดยการยกเว้นค่าผ่านทางในครั้งนี้จะสูญเสียรายได้ 205 ล้านบาท แต่จะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจมูลค่า 315 ล้านบาท และช่วยให้ประชาชนเดินทางสะดวกรวดเร็วในช่วงเทศกาลปีใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คณะกรรมการบอร์ด รฟม.ได้มีมติลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วง (คลองบางไผ่-เตาปูน) จาก 12-42 บาท เป็น 14-20 บาท หรือไม่เกิน 20 บาทตลอดสายในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่เปิดให้บริการ 05.30-24.00 น. รวมระยะเวลาลดค่าครองชีพประชาชน 3 เดือน จากเดิมจะลดค่าโดยสารเฉพาะช่วงนอกเวลาเร่งด่วน ในวันธรรมดา ช่วงเวลา 09.00-17.00 น. และวันหยุด รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์เท่านั้น ทั้งนี้จะทำให้ปริมาณผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 17.8% จากเดิมมีผู้โดยสารใช้บริการที่ 60,000 คนต่อวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย รฟม.จะเสนอมาตรการลดค่าครองชีพประชาชนรวม 3 เดือน ต่อกระทรวงคมนาคม ภายในวันศุกร์ที่ 13 ธ.ค. &amp;nbsp;เพื่อให้กระทรวงคมนาคมเสนอเข้า ครม.ให้ทันในวันอังคารที่ 17 ธ.ค. เพื่อให้สามารถมีผลบังคับใช้ทันภายใน 25 ธ.ค. &amp;nbsp;และหากหมดระยะเวลาลดค่าครองชีพ จะนำมาตรการนี้ออกมาใช้อีก ซึ่งต้องทำเรื่องเสนอ ครม.ใหม่อีกครั้ง สำหรับสาเหตุที่ต้องเสนอ ครม.พิจารณา เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเข้าข่ายทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กพท.) จะเสนอมาตรการลดภาระค่าครองชีพประชาชน ตามนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) พิจารณาในวันที่ 24 ธ.ค.นี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นการลดค่าผ่านทางให้ผู้ถือบัตร Easy Pass 10% จากอัตราปกติ โดยจะปรับลดรวม 6 ด่าน บน 2 ทางพิเศษ (ทางด่วน) ได้แก่ สายเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1) และสายศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2) ตลอดทั้งวัน แบบไม่มีเงื่อนไขเวลา จากเดิมเคยเสนอไปจะปรับลดเฉพาะช่วงเวลา 04.00-07.00 น.เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากบอร์ดเห็นชอบก็น่าจะประกาศใช้ได้เลยในวันที่ 27 ธันวาคม 2562 โดยนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องการให้ปรับลดแบบไม่มีเงื่อนไขเวลา ดังนั้นการทางพิเศษฯ จะปรับลดค่าผ่านทาง Easy Pass ให้ทั้งวัน จากเดิมที่เคยเสนอไปจะปรับลดเฉพาะช่วงตี 4 ถึง 7 โมงเช้า รวมทั้งจะปรับลดตลอด 7 วัน และทดลองก่อนเป็นระยะเวลา 30 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการลดค่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (พญาไท-สนามบินสุวรรณภูมิ) ลดราคาตั๋วเดือน 44 เที่ยวราคา 1,100 บาท เฉลี่ย 25 บาทต่อเที่ยว จากเดิมค่าโดยสารสูงสุด 45 บาท ที่ยังอยู่ระหว่างรอการแต่งตั้งบอร์ดแอร์พอร์ตลิงก์ เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวนั้น จะถือว่าเป็นการมอบของขวัญปีใหม่ 2563 ให้กับประชาชนด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52540</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา  ยืนยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34965</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ค่าโง่ซ้ำซาก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 10pt;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากศาลปกครองสูงสุดที่มีคำพิพากษาให้กระทรวงคมนาคม โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายค่าชดเชยแก่ บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด จากการบอกเลิกสัญญาโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับรวมเป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับตั้งแต่คดีสิ้นสุด รวมทั้งนำเสนอแนวทางในการดำเนินการตามคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องนี้ต้องยอมรับว่ากระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย ไม่ได้นิ่งนอนใจ ฝ่ายบริหารไม่เป็นอันหลับอันนอน ต่างก็หาวิธีมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งล่าสุด รฟท.ได้มีการส่งหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทีม เพื่อที่จะร่วมกันทำงานให้รัฐเสียหายน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นมาราว 30 ปีแล้ว รวม 9 รัฐบาล ริเริ่มขึ้นในปี 2532 เป็นโครงการถนนและรถไฟยกระดับที่ต้องการนำมาแก้ ปัญหาการจราจรใน กทม. โดย ครม.ได้อนุมัติหลักการให้ดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2532 มูลค่าการลงทุนรวม 7 หมื่นล้านบาท กำหนดระยะเวลาก่อสร้างไว้ 8 ปี อายุสัมปทาน 30 ปี โดย รฟท. และกระทรวงคมนาคมได้มีการลงนามในสัญญาร่วมกับโฮปเวล์ โฮลดิ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2533&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนขั้นตอนการดำเนินต่อจากนี้นั้น รฟท. และ กระทรวงคมนาคม ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะดำเนินการ 5 ข้อ&amp;nbsp; 1.ให้มีการคำนวณวงเงินชดใช้ค่าเสียหายให้ชัดเจน โดยของให้ศาลปกครองสูงสุดช่วยชี้ตัวเลขดังกล่าวให้ ซึ่งขณะนี้ รฟท.ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานคดีปกครองเพื่อตรวจสอบวงเงินชดเชยดังกล่าวด้วย 2.ให้เปิดเจรจากับโฮปเวลล์ เพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล และลดผลกระทบต่อภาครัฐโดยเฉพาะ เรื่องวงเงิน ดอกเบี้ย และระยะเวลาการชดใช้คืนเงิน 3.ให้กำหนดแนวทางและแหล่งเงินที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 4.ให้แต่งตั้งคณะทำงานจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม, รฟท., กรมบัญชีกลาง, สำนักอัยการสูงสุด, สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อพิจารณาตามข้อ 1, 2, 3 รวมถึงดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และเป็นประโยชน์ต่อรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 5.ให้กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ร่วมกันแต่งตั้งคณะกรรมการสอบความรับผิดทางละเมิด เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยต้องไปพิจารณาว่าโครงการมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเกี่ยวข้องบ้างที่ต้องมีส่วนในการรับผิดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นสัญญาจนถึงบอกเลิกสัญญา โดยจะต้องพิจารณาย้อนหลังไปจนถึงขั้นตอนการเริ่มเสนอโครงการ ว่าเป็นหน่วยงานไหน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กรณีค่าโง่ ยังไม่จบแค่เรื่องโฮปเวลล์ ล่าสุดได้รับรายงานข่าวจากบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ว่า ตามที่บริษัทได้ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2551 เพื่อเรียกร้องให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ชำระเงินส่วนต่างรายได้ค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงคมนาคม ฉบับลงวันที่ 29 ส.ค.2546 กับอัตราค่าผ่านทางที่ถูกต้องตามสัญญานั้น เมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา บริษัทได้รับทราบคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ลงวันที่ 22 เม.ย.52 โดยคณะอนุญาโตตุลาการได้มีมติเอกฉันท์ ชี้ขาดให้ กทพ.ชดใช้ค่าเสียหายให้บริษัท ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 1.ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจำนวน 1,48.23 ล้านบาท และดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาโครงการระบบทางด่วนขั้นที่ 2 (ศรีรัช ส่วนดี) ข้อ 25.6 ของเงินต้นค่าเสียหายจำนวน 914.35 ล้านบาท คิดเป็นรายวันตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2551 เป็นต้นไป จนกว่า กทพ.จะชำระเสร็จสิ้น 2.ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินผลต่างส่วนแบ่งรายได้ค่าผ่านทางตามประกาศกระทรวงคมนาคม ฉบับลงวันที่ 29 ส.ค.2546 กับส่วนแบ่งที่บริษัทมีสิทธิจะได้รับตามสัญญา โดยคำนวณตามจำนวนรถยนต์แต่ละประเภทที่ใช้ทางตามจริง เป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.51 นับตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.51 เป็นต้นไป จนกว่า กทพ.จะชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัทเสร็จสิ้น โดยยื่นคำร้องต่อศาลที่มีขอบเขตอำนาจภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาชี้ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญหาที่รัฐต้องจ่ายเงินชดเชยการทำผิดสัญญากับเอกชน หลังจากฟ้องร้องกันเกิดขึ้น หน่วยงานรัฐเป็นอันแพ้คดีไปตามๆ กัน ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเป็นปัญหาเรื้อรัง ทำให้เกิดความผิดพลาดจนนำมาสู่การฟ้องร้อง หลังจากนี้ก็ได้แต่หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีความรอบคอบมากขึ้น ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาแบบนี้ซ้ำซาก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34965</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา  ยืนยง, ค่าโง่ซ้ำซาก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ลุ้นโค้งสุดท้ายขึ้นค่ารถเมล์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;มาทวงคำสัญญาจากกรณีเมื่อวันจันทร์ที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางร่วมบริการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พร้อมสมาชิกประมาณ 200 คน จะเดินทางไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อขอทราบความคืบหน้าการปรับอัตราค่าโดยสารรถร่วมฯ ขสมก. ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการเคยเข้าพบและยื่นหนังสือต่อ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคมแล้ว และได้รับปากที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการใดๆ ออกมาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอขอปรับค่าโดยสารรถธรรมดาจาก 9 บาท เป็น 12 บาทตลอดสาย, รถปรับอากาศเริ่มต้นที่15 บาท และเพิ่มระยะละ 2 บาท ส่วนรถโดยสารใหม่ที่เข้าสู่การปฏิรูป จัดเก็บค่าโดยสาร 2 ระยะ คือ อัตราที่ 4 กม.แรก เก็บที่ 20 บาท เกินจากนั้นเก็บที่ 25 บาท ซึ่งตามผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสถาบันทีดีอาร์ไอ พบต้นทุนค่าโดยสารเกือบ 28 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทางด้านตัวแทนผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง ให้ข้อมูลว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางและสมาคมพัฒนาธุรกิจรถร่วมเอกชน รวมถึงบรรดาผู้ประกอบการที่ร่วมเดินรถประจำทางกับ ขสมก. ได้รับความเดือดร้อนจากค่าโดยสารที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยเมื่อวันที่ 10 ก.พ.58 ได้พิจารณาปรับค่าโดยสารรถร้อนจาก 8 บาท เป็น 9 บาท รถปรับอากาศปรับขึ้นระยะละ 1 บาทนั้น เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นเฉพาะค่า NGV ที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ผ่านมาแม้ว่ากระทรวงคมนาคมสั่งให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ศึกษาต้นทุนของรถโดยสาร แต่ถึงขณะนี้ไม่มีความคืบหน้า ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนอย่างต่อเนื่อง และนอกจากค่าโดยสารไม่สะท้อนต้นทุนแท้จริงแล้ว ผู้ประกอบการต้องพบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากดีเซลเป็น NGV ตามนโยบายรัฐบาลจากการสิ้นเปลืองอะไหล่, ต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำปรับ 2 ครั้ง อยู่ที่ 325 บาทต่อวัน, ปัญหาการจราจรติดขัด ทำเที่ยววิ่งไม่ได้กระทบรายได้ลดลง, ค่าเช่าอู่ และพื้นที่จอดเพิ่มขึ้น, ค่าใช้จ่ายด้านอุบัติเหตุ ค่าชดเชย ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้แล้ว ยังมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ก.ย.59 เห็นชอบมติ ครม.เมื่อ 11 ม.ค.26 ที่ให้ ขสมก.เป็นผู้ประกอบการเดินรถเพียงรายเดียว ส่งผลให้รถร่วมฯ ขสมก.ต้องไปขึ้นตรงต่อ ขบ.จนถึงวันนี้ ขบ.ยังไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการได้ นโยบายทุกอย่างขาดความชัดเจน กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ส่งผลให้สภาพรถทรุดโทรมเพราผู้ประกอบการขาดรายได้ที่เพียงพอในการปรับปรุงคุณภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการจะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ด้วยเพื่อขอความช่วยเหลือแก้ปัญหาขาดทุนเรื้อรัง ขอเรียกร้องให้เร่งปฏิรูปและกำหนดค่าโดยสารที่สะท้อนต้นทุนให้ชัดเจนเพื่อร่วมมือกันยกระดับมาตรฐานบริการรถโดยสารสาธารณะอย่างแท้จริง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีเรื่องของการบริการประชาชนนั้น ทางผู้ประกอบการได้ชี้แจงว่าทุกวันนี้ต้องขอโทษประชาชน การให้บริการไม่ดี เพราะผู้ประกอบการมีปัญหามากมาย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการปรับปรุงรถใหม่ หากได้รับการอนุมัติปรับค่าโดยสารเร็วเท่าไหร่ก็จะสามารถลงทุนได้เร็วขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเห็นได้ว่าการบริการสาธารณะบ้านเรามักจะมีปัญหาระหว่างผู้ประกอบการและหน่ายงานของรัฐอันเนื่องจากด้วยข้อสัญญาต่างๆ ที่สุดแล้วผลกระทบทั้งหลายทั้งปวงก็ตกมาที่ประชาชน วันดีคืนดีมีการออกมาประกาศจะหยุดให้บริการ ถือเอาผู้โดยสารเป็นตัวประกัน แบบนี้น้อยนักที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่ทำกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โค้งสุดท้ายต้องมาลุ้นกันว่าหลังปีใหม่ประชาชนจะต้องใช้บริการค่าโดยสารราคาใหม่หรือไม่ เรื่องนี้ยังไม่มีใครตอบได้ หลังจากที่กระทรวงคมนาคมได้อนุมัติในหลักการ แต่ส่งไม้ต่อให้คณะกรรมการขนส่งทางบกกลางไปดูรายละเอียดต้นทุนที่แท้จริงอีกครั้ง ก่อนจะสรุปในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ แต่ที่สุดแล้วจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ คงต้องรอคำสั่งจากผู้ใหญ่ในรัฐบาล ว่าการขอปรับขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ เพราะถือเป็นจุดอ่อนในช่วงที่มีกระแสข่าวการเลือกตั้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในที่สุดหากมีการอนุมัติปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร แน่นอนว่าประชาชนส่วนใหญ่คงไม่มีใครเห็นด้วย ครั้งนี้ถือเป็นงานใหญ่ของรัฐบาลว่าที่สุดแล้วจะเอาใจใครระหว่างผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะทุกระบบ หรือประชาชนคนรากหญ้าที่ต้องใช้บริการรถสาธารณะ งานนี้ต้องวัดใจกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;: กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22543</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา  ยืนยง, ขึ้นค่ารถเมล์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11088</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าให้ผู้ใช้บริการได้รับผลกระทบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย้อนกลับไปปลายเดือนที่ผ่านมา ที่เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงกรณีการเผยแพร่คลิปวิดีโอ วินมอเตอร์ไซค์เข้าไป พูดคุยกึ่งข่มขู่กับคนขับ &amp;quot;แกร็บไบค์&amp;quot; รายหนึ่ง หลังมารับผู้โดยสารคนหนึ่งที่สาธรซิตีทาวเวอร์ ไปยังเยาวราช ระยะทาง 3 กิโลเมตร(กม.) ในราคา 28 บาท แน่นอนว่าทางผู้ขับแกร็บไบค์ก็ต้องยอมถอยให้กับเจ้าถิ่น ในขณะที่ผู้โดยสารได้ถามราคาค่าบริการกับวินมอเตอร์ไซค์ในพื้นที่ กลับคิด 120 บาท โดย &amp;quot;วินมอเตอร์ไซค์&amp;quot; อ้างว่าเป็นราคามาตรฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่ทราบกันดีว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก หากแต่ยังคงมีความขัดแย้งมาเรื่อยๆ ปรากฏบนโลกออนไลน์ เหตุการณ์คนขับแกร็บไบค์แย่งผู้โดยสารวินมอเตอร์ไซค์เจ้าถิ่นเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ จนนำไปสู่การรวมตัวของวินมอเตอร์ไซค์ เพื่อประท้วงที่หน้าตึกสำนักงานใหญ่ของ บริษัทแกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) คัดค้านการที่แกร็บเปิดบริการแอปพลิเคชันตัดหน้าผู้โดยสาร และรถที่ให้บริการนั้นก็ผิดกฎหมาย เพราะเป็นรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องเร่งหาแนวทางและวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอย เพราะที่สุดแล้วที่ได้รับกระทบโดยตรง คือผู้ใช้บริการนั้นเอง และหากพูดตามความเป็นจริง ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนหากต้องเดินทางไปทำงานในขณะที่การจราจรติดขัด วินมอเตอร์ไซค์ก็ไม่มีให้บริการ เมื่อเรามีทางเลือก ถามว่าเราควรจะทำอย่างไร นี่คือปัญหาที่พบเจอกับบ่อย จึงไม่แปลกใจว่าเพราะเหตุใดผู้ใช้บริการมักเลือกที่จะใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากปัญหาดังกล่าวกรมการขนส่งทางบก นำโดย นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ร่วมกับมณฑลทหารบกที่ 11 กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกรุงเทพมหานคร ดำเนินนโยบายจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยกำหนดให้รถจักรยานยนต์ต้องจดทะเบียนเป็นป้ายเหลือง ห้ามนำรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ป้ายดำ) มารับจ้างขนส่งผู้โดยสาร &amp;nbsp;พร้อมจัดระเบียบสถานที่จอดรอผู้โดยสาร (วิน) และกำหนดรูปแบบเสื้อวินที่ระบุชื่อวิน บัตรประจำตัว และหมายเลขประจำตัวถูกต้องตรงกัน โดยมีจำนวนรถจักรยานยนต์สาธารณะในกรุงเทพมหานครที่เข้าสู่ระบบแล้วทั้งสิ้น 98,826 คัน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะ ครั้งที่ 3 ในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ที่ประสงค์จะประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสามารถเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมายภายใต้การควบคุม กำกับ ดูแลความปลอดภัยและคุณภาพบริการจากภาครัฐ ดังนั้นคณะทำงานจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะทั้ง 4 ฝ่าย ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก ทหาร ตำรวจ และ กทม. จึงได้กำหนดให้มีการเปิดรับลงทะเบียนผู้ขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ ครั้งที่ 3 พร้อมเปิดให้ยื่นเอกสารหลักฐานได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ส.ค.61 ณ สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่วินตั้งอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ทางกรมกรมได้ฝากย้ำว่าเนื่องจากปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามามีส่วนช่วยในการให้บริการประชาชน เพื่อเป็นการปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของประชาชนในปัจจุบัน ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจะพัฒนาระบบบริการขนส่งสาธารณะด้วยการเรียกใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันคู่ขนานกัน โดยกรมได้วางแนวทางการศึกษา ออกแบบ และพัฒนาระบบบริหารจัดการรถจักรยานยนต์สาธารณะ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้ใช้บริการเชื่อมั่นในความปลอดภัยและได้รับความสะดวกในการเรียกใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 กล่าวว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยได้มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการดำเนินการจัดระเบียบรถจักรยานยนต์สาธารณะด้วยการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างคณะทำงานจัดระเบียบทั้ง 4 ฝ่าย เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนี้ไปจะมีการประชาสัมพันธ์การเปิดรับลงทะเบียนผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ พร้อมรณรงค์ผู้ขับขี่เข้าร่วมให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.61 เป็นต้นไป โดยมุ่งหวังให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม และประชาชนได้รับสิทธิการคุ้มครองตามกฎหมาย และร่วมสนับสนุนการบริหารงานของรัฐบาลให้เดินหน้าต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ก็ถือเป็นความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เข้ามาดูแลประชาชนที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ และเพื่อความปลอดภัยในการใช้บริการและได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงฝากขอความร่วมมือประชาชนเลือกใช้บริการรถจักรยานยนต์สาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย จากนี้ไปก็ขึ้นอยู่ที่ตัวของผู้ใช้บริการเองว่าพร้อมจะใช้บริการรถสาธารณะในรูปแบบใด.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กัลยา ยืนยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11088</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา  ยืนยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>5539</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รถเมล์ใหม่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือเป็นเรื่องราวดีๆ หลังจากโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) 489 คัน วงเงิน 4,020 ล้านบาท ที่ขณะนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์แล้ว จากที่ก่อนหน้านี้โครงการดังกล่าวพบเจออุปสรรคนานัปการกว่าที่จะได้ใช้รถเมล์ใหม่ แต่มาวันนี้ได้ยลโฉมรถเมล์ใหม่ถือเป็นความโชคดีของผู้ใช้บริการของใหม่แกะกล่อง แต่จะดีหรือไม่ดีว่ากันอีกเรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ทางด้านของบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) ได้เชิญนายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม เดินทางไปตรวจติดตามความก้าวหน้าแผนการประกอบติดตั้งรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (NGV) 489 คัน ที่ศูนย์บริการซ่อมรถบรรทุก &amp;quot;10 ล้อ 24&amp;quot; พร้อมเยี่ยมชมการประกอบติดตั้งรถเมล์เอ็นจีวีรุ่นใหม่ (ชานต่ำ) ขนาด 35 ที่นั่ง ที่ออกแบบสำหรับผู้โดยสารทุกกลุ่มเป็น universal design (การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล) โดยภายในมีพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุและคนพิการอย่างเหมาะสม ที่นั่งสำรองคนพิการ มีความสะอาด กว้างขวาง ติดตั้งกล้องซีซีทีวี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) 489 คัน ระหว่าง ขสมก. กับ บรษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) ในส่วนของการส่งมอบรถเป็น แบ่งเป็น 4 ครั้ง ในเดือนมีนาคม 100 คัน, เมษายน 100 คัน, พฤษภาคม 100 คัน และมิถุนายน 189 คัน กำหนดส่งมอบรถให้ ขสมก.ครบ 489 คัน ภายในเดือนมิถุนายน 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความคืบหน้าขณะนี้นั้น กลุ่ม ช.ทวี ได้นำเข้าตัวถัง เครื่องยนต์ แอร์ปรับอากาศ ชุดเกียร์ แบตเตอรี่ และถังก๊าซ โดยมีทีมวิศวกรไทย-จีน เป็นผู้ประกอบติดตั้งอุปกรณ์ ทดสอบมาตรฐานต่างๆ ที่แหลมฉบัง ที่สามารถผลิต-ประกอบรถได้ 100-150 คันต่อเดือน ขณะนี้ได้ประกอบติดตั้งแล้วเสร็จ จำนวน 52 คัน ตรงตามแผนงานที่กำหนดไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยขณะนี้มีการได้สุ่มนำรถบางส่วนทดลองวิ่งให้บริการประชาชน ในเส้นทาง สาย 138 พระประแดง-หมอชิต สาย 140 แสมดำ-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อประเมินสมรรถนะของรถ ทั้งนี้ หลังรับมอบรถครบ 489 คันแล้ว ขสมก.จะทยอยนำรถออกให้บริการประชาชนในเส้นทางที่ได้กำหนดไว้ 25 เส้นทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จะว่าไปแล้วกว่าจะมาถึงจุดที่คนไทยได้นั่งรถเมล์ใหม่ นับว่ากินเวลามานานกันเลยทีเดียว ถ้านับดูดีๆ ก็กินเวลามาเกือบตลอด 12-13 ปี นับแต่ปี 2549 ที่เริ่มอนุมัติโครงการครั้งแรกและมีแนวคิดจัดซื้อโครงการดังกล่าว แต่ที่ผ่านมาก็ไม่สำเร็จ ก็ถูกตรวจสอบและทักท้วงความผิดปกติมาโดยตลอด ส่งผลให้จนถึงวันนี้ผ่านมา 6 รัฐบาล มารัฐบาลชุดปัจจุบัน คนไทยจึงได้นั่งรถเมล์ใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อจากนี้ไปในเร็วๆ นี้ ก็จะได้เห็นรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ วิ่งให้บริการตามเส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ต้องทนนั่งรถเก่าที่บางคันมีสภาพเหมือนเศษเหล็กวิ่งได้ นี่ก็คือภาพที่เห็นกันจนชินตาตามท้องถนนในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรถเมล์ 489 คัน บริษัทนำเข้าตัวถังรถจากจีน และมาประกอบบางส่วนในประเทศไทย อาทิ เครื่องยนต์ เกียร์ แอร์ ซึ่งใช้โรงงานที่ขอนแก่นและพัทยา ส่วนการประกอบถังก๊าซเป็นความชำนาญของบริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN ส่วนเรื่องความปลอดภัย ทั้ง ช.ทวี และสแกน อินเตอร์ เขาเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ทำอะไรที่สร้างความเสียหายแก่ ขสมก. แก่ประเทศไทย และตัวถังรถหรือชิ้นส่วนต่างๆ ที่นำเข้ามา ยืนยันว่าจ่ายภาษีถูกต้องทุกอย่าง และมีใบรับรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศเชื้อเพลิง NGV 489 คัน มีมูลค่าโครงการทั้งสิ้น 4,261 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แบ่งเป็น มูลค่ารถโดยสาร 1,891 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และค่าว่าจ้างซ่อมแซมและบำรุงรักษาตลอดระยะเวลา 10 ปี 2,370 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือว่าปิดจ๊อบสำหรับโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี ที่กว่าจะสำเร็จก็ล้มลุกคลุกคลานไม่เป็นท่า เปิดประมูลใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนนับไม่ถ้วนกันเลยทีเดียว มาวันนี้เรียกได้ว่าเหมือนฝันจริงๆ สำหรับคนที่รอคอยรถใหม่ ที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็โดนด่าโดนว่าแบบเช็ดเม็ดว่าไม่เร่งดำเนินการ ชักช้าอืดอาด มาวันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายตั้งใจทำจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม, ขสมก, หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ภาครัฐและเอกชน มาวันนี้สมกับคำว่ารอคอย.

กัลยา ยืนยง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5539</URL_LINK>
                <HASHTAG>NGV, กระจกไร้เงา, กัลยา  ยืนยง, ก๊าซธรรมชาติ, ขสมก., รถเมล์ใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2391</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลุ้นได้ตัวผู้ว่าฯรฟม.เสียที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดูเหมือนจะเป็นประเด็นขึ้นมาอีกระลอก หลังจากที่เมื่อวันอังคารที่ 30 มกราคม 2561 กลุ่มธรรมาภิบาล ได้เข้ายื่นหนังสือให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ระงับการเสนอชื่อ นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ รองผู้ว่าการฝ่ายวิศวกรรมก่อสร้าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ทำหน้าที่ผู้ว่าการ รฟม.คนใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งประเด็นปัญหาเนื่องจากมองว่า ว่าที่ผู้ว่าฯ รฟม.คนใหม่ไม่มีความเหมาะสม และอยู่ระหว่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อถือ ว่าได้กระทำทุจริตหรือมีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เงินแผ่นดิน ตามมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเบื้องต้นนั้นพบว่าได้มีผู้ร้องเรียนไปยัง สตง. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า นายภคพงศ์ในฐานะรองผู้อำนวยการโครงการ และผู้อำนวยการฝ่ายบริหารงานก่อสร้าง (ในขณะนั้น) ได้มีการเปลี่ยนแปลงงานให้กับผู้รับเหมาสัญญาที่ 2 โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงสนามไชย-ท่าพระ (บมจ.ช.การช่าง เป็นผู้รับก่อสร้าง) ทำให้ รฟม.ต้องเสียเงินเพิ่มอีก 290 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งที่ผ่านมา รฟม.ได้มีการแต่งตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มี นายสราวุธ เบญจกุล เป็นประธาน และเห็นว่ามีความผิดจริง และได้มีการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงนายภคพงศ์ แต่ต่อมาคณะกรรมการ รฟม.ชุดที่มี พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธาน ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดใหม่ที่มีนายไกร ตั้งสง่า เป็นประธาน พบว่ามีคณะกรรมการบางท่านไม่เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ พร้อมกับได้ทำความเห็นแย้งไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากกรณีนี้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดเดิม มีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ว่า เนื่องจาก รฟม.เปลี่ยนแปลงงานโดยการออก Variation Order No.12 (V.O.12) ตามสัญญาข้อ 64 โดยนำสัญญาข้อ 17 เป็นเงื่อนไขการออก V.O.12 ดังกล่าว ทำให้มูลค่างานเพิ่มขึ้น 290 ล้านบาท และมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างออกไป 90 วัน ทั้งๆ ที่สัญญาข้อ 13 กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าผู้รับจ้างมีหน้าที่ต้องสำรวจพื้นที่ก่อสร้างทั้งหมด และผู้รับจ้างต้องเป็นผู้รับความเสี่ยงเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา บอร์ด รฟม.จึงได้มีมติเห็นชอบ นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ นั่งผู้ว่าฯ รฟม. ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจาค่าตอบแทน ต่อคณะกรรมการเจรจาค่าตอบแทน ประกอบไปด้วยผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น รฟม.อยู่ระหว่างเตรียมรายงานผลส่งไปยังกระทรวงคมนาคมประมาณ 1 เดือนหลังจากนั้น คมนาคมเสนอต่อไปยังคณะรัฐมตรี (ครม.) เพื่อทราบต่อไป ซึ่งจะมีผลต่อตำแหน่งผู้ว่าฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จ และผู้ว่าฯ รฟม.จะเริ่มปฏิบัติงานในเดือน มี.ค.61 นี้ ก็ต้องลุ้นกันต่อไปหลังจากนี้ว่ากระบวนการจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หรือจะมีอุปสรรคหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องคำนึงว่าขณะนี้รัฐบาลพยายามที่จะผลักดันให้เกิดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป การที่องค์กรที่มีหน้าที่สำคัญขาดผู้นำการเดินหน้าโครงการเหล่านี้ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ก็คงยากเช่นกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัลยา &amp;nbsp;ยืนยง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2391</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, กัลยา  ยืนยง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
